Skip to content
ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC)
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • คณะทำงาน
  • ข่าวสารและกิจกรรม
  • บทความ
ร่วมบริจาค

เว็บไซต์นี้มีการเก็บคุกกี้เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด คุณยอมรับให้เก็บคุกกี้เพื่อการใช้งานหรือไม่?

ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC)ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC)
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • คณะทำงาน
  • ข่าวสารและกิจกรรม
  • บทความ
ร่วมบริจาค
ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC)ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC)

จากเลาดาโตซีถึงอเมซอนที่รัก

  • July 18, 2023
  • Catholic Social Teaching

ในช่วงเวลา 5 ปี (2015-2020) มีเอกสารที่ออกมาจากสันตะสำนัก โดยสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ไปยัง คริสตชน และศาสนิกชนทุกคน 2 เล่ม ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน และดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วโลก นั่นคือ สมณสาสน์เลาดาโต ซี (Laudato Si)  หรือขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ออกมาเมื่อ วันที่ 24  พฤษภาคม 2015  เป็นเอกสารที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาโลก ซึ่งเป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน  และสมณลิขิตเตือนใจแอมะซอนที่รักออกมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020  เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชนพื้นเมือง และพันธกิจของพระศาสนจักรในการเดินเคียงข้างชนพื้นเมืองในภูมิภาคแอมะซอน

 

สมณสาสน์เลาดาโต ซี  ซึ่งเป็นสมณสาสน์หรือเอกสารด้านสังคมที่เน้นเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และได้รับแรงบันดาลจากนักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี องค์อุปถัมภ์แห่งสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ  สมณสาสน์ เลาดาโต ซี นำเสนอบทวิเคราะห์ต่อประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม และตั้งคำถามเชิงศีลธรรมต่อปัญหาความอยุติธรรมทางสังคม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมือง เอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ และขูดรีด ตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกับยกประเด็นหลักที่ทุกคนต้องให้ความสนใจนั่นคือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตของระบบนิเวศ และปัญหามลพิษต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนยากจน ทั้งๆ ที่คนยากจนเหล่านี้เป็นผู้สร้างผลกระทบน้อยที่สุด  และเรียกร้องการร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อช่วยกันฟื้นฟูและปกป้องโลก ซึ่งเป็นบ้านที่มนุษย์ทุกคนอาศัยร่วมกัน  การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะแยกออกจากการแก้ไขปัญหาด้านสังคมของมนุษย์ไม่ได้ เนื่องจาก ชีวิตมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมกับ เป็น 2 เรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ (Everything is connected)

 

สมณสาสน์เลาดาโต ซี  มิใช่เป็นเพียงเอกสารสำคัญ สำหรับศาสนจักรคาทอลิกเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบอย่างมีนัย สำคัญทางการเมือง ต่อการประชุมความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 21 (COP 21) ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคม 2558  บรรดาผู้นำชาติต่างๆ ได้ให้เครดิตต่อการแทรกแซงของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ผู้ทรงเรียกร้องให้ทุกคนโลกกลับใจทางด้านนิเวศ  ด้วยการหันมาดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  พร้อมกับ ลด ละ เลิก ต่อการใช้สิ่งของที่จะกลายเป็นขยะ หรือไปเพิ่มอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศอย่างที่ไม่ควรจะเพิ่มอีกต่อไป

 

สมณสาสน์เลาดาโต ซี ยังถือเป็นสารานุกรมเชิงนิเวศของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่เผยแพร่มาตรการที่เป็นรูปธรรมหรือ“คู่มือผู้ใช้” ที่ปฏิบัติได้กับทุกคนและทุกระดับ และยังเรียกร้องให้ภาครัฐนำนโยบายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ เช่น การให้ความสำคัญต่อเรื่อง น้ำ เป็นเรื่อง “สิทธิมนุษยชนสากล” ด้วย  เพราะภาวะแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ำ หรือน้ำที่เต็มด้วยมลพิษ  เป็นปัญหาเร่งด่วนของโลก และส่งเสริมความพยายามระหว่างประเทศในการปกป้องระบบนิเวศที่เปราะบาง เช่น ลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและลุ่มแม่น้ำคองโก

 

สำหรับเอกสารที่ชื่อว่าสมณลิขิตเตือนใจ แอมะซอนที่รัก (Querida Amazonia)  เป็นเอกสารที่ออกมาหลังจากการประชุมสภาพระสังฆราชภูมิภาคแอมะซอน ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2019  มีคำกล่าวว่า ทำไมสมณลิขิตเตือนใจ แอมะซอนที่รัก เกี่ยวข้องกับสมณสาสน์เลาดาโต ซี เพราะเอกสารเล่มนี้ได้สะท้อนปัญหารูปธรรมของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สรรพชีวิต และระบบนิเวศ รวมทั้ง ชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองภูมิภาคแอมะซอน  ซึ่งสมณสาสน์เลาดาโต ซี ได้วิเคราะห์ภาพรวมของปัญหาความสัมพันธ์ของระบบนิเวศธรรมชาติและระบบนิเวศมนุษย์เอาไว้ก่อนหน้านี้

 

สมณลิขิตเตือนใจ แอมะซอนที่รัก ถือเป็นเอกสารที่พระสันตะปาปา ฟรังซิส แสดงความรักความห่วงใยต่อชีวิตชนพื้นเมืองและสมดุลของระบบนิเวศในภูมิภาคแอมะซอน คลอบคลุม 9 ประเทศ คือบราซิล โบลีเวีย โคลัมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เปรู ซูรินาเม เวเนซูเอลา และเฟรนซ์เกียนา  นำเสนอ 4 เรื่องสำคัญ ที่พระศาสนจักรภูมิภาคแอมะซอนกำลังเผชิญอยู่ คือ

(1) เรื่องสิทธิของคนยากจน ชนพื้นเมือง และผู้อยู่มาก่อน ถูกคุกคามด้วยลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่ จากบรรษัทข้ามชาติที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ สร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า สัมปทานเหมืองแร่ ธุรกิจตัดไม้ และเกษตรเชิงเดี่ยว การจะได้มาซึ่งที่ดินจำนวนมหาศาล ก็ต้องเบียดขับ ละเมิด และคุกคามชีวิตชนพื้นเมืองจำนวนมาก  โดยไม่สนใจว่า ความเสื่อมโทรม และหายนะทางธรรมชาติกำลังตามมา และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของโลกด้วย เพราะพื้นที่ป่าแอมะซอนกว้างถึง 1.4 พันล้านเอเคอร์ เป็นป่าดิบชื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นปอดของโลก สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1,500-2,000 ล้านตันต่อปี  ควบคุมโลกมิให้ร้อนมากขึ้น

(2) เรื่องการส่งเสริมให้รักษาวัฒนธรรมที่หลากหลายเอาไว้ เพราะการหล่อหลอมทางสังคม ต้องอาศัยบริบททางวัฒนธรรม สมเด็จสันตะปาปาฟรังซิส ทรงห่วงใยว่า ลัทธิบริโภคนิยมจะทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง และดึงดูดให้ลูกหลานรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อและลืมรากเหง้าของตนเอง พระองค์ทรงเรียกร้องให้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างชนพื้นเมือง เพราะยิ่งมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเผ่ามากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยให้แต่ละชนเผ่าได้ตระหนักหวงแหนถึงอัตลักษณ์ คุณค่า และวัฒนธรรมที่ดีงาม ของตนไว้  การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เป็นการดึงเอาสิ่งที่ดีของความเป็นชนพื้นเมืองออกมา เพื่อการเคารพและยอมรับซึ่งกันและกัน และไม่มีวัฒนธรรมใดเหนือกว่าอีกวัฒนธรรมหนึ่ง

(3) เรื่องนิเวศวิทยา ซึ่งเป็นการกล่าวซ้ำเรื่องสำคัญในสมณสาสน์เลาดาโต ซี นั่นคือ การดูแลรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศ แยกออกจากการดูแลผู้คน หรือนิเวศมนุษย์ไม่ได้ ทุกสิ่งล้วนที่ความสัมพันธ์กัน  ที่ดิน ป่าไม้ ไม่ใช่แหล่งสำหรับการแสวงหาผลประโยชน์ แต่เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตต่างๆ  ที่สัมพันธ์กัน  และสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วย สมเด็จสันตะปาปาฟรังซิส ทรงตระหนักถึงความมหัศจรรย์ลึกลับของภูมิภาคแอมะซอนว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะธรรมชาติที่หลากหลาย แม่น้ำสายใหญ่ และลำน้ำสาขาที่ไหลผ่าน ผืนป่าและที่ราบลุ่ม ได้ถักทอเป็นโครงข่าย และโอบอุ้มสรรพชีวิตต่างๆ  โลกทัศน์ ศิลปะ วัฒนธรรม บทกวี และแบบแผนการดำเนินชีวิตของชนพื้นเมือง ก็ได้รับการหล่อหลอมจากความผูกพันใกล้ชิดธรรมชาติที่น่าพิศวงนี้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาด้านนิเวศในพื้นที่แอมะซอน ต้องผสมผสานความรู้ทางวิชาการและภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองเข้าด้วยกัน และหากจะมีโครงการใดๆ เข้าไปในพื้นที่แอมะซอน ต้องได้รับฉันทามติจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อน

(4) พระศาสนจักรท้องถิ่น ที่มีรูปโฉมแบบแอมะซอน เป็นพระศาสนจักรที่เคลื่อนเข้าไปและอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายขอบและทำงานด้วยความอ่อนโยน อดทน และรับฟัง ศึกษาประวัติศาสตร์และความเป็นจริงของพื้นที่ ที่พระศาสนจักรดำรงอยู่  ไม่ดูถูกความร่ำรวยของภูมิปัญญา ไม่ปฏิเสธสิ่งที่ดีงามที่มีอยู่แล้วในวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองแอมะซอน  นอกจากนี้  ผู้ทำงานประกาศข่าวดีในพื้นที่แอมะซอน ต้องมีมิติทางสังคม  ต้องบูรณาการงานพัฒนา งานปกป้องสิทธิชนพื้นเมือง ควบคู่ไปกับงานด้านจิตวิญญาณ เพื่อช่วยให้ชนพื้นเมืองสามารถดำรงชีวิตอย่างสมบูรณ์ปลอดภัย  มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  และไม่ถูกกีดกันเป็นคนชายขอบสังคม

 

นอกจากนี้  มีการอธิบายเรื่องศีลศักดิ์สิทธิ์ว่า เป็นเครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างพระหรรษทานของพระเจ้ากับสิ่งสร้าง ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และต้องเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนใส่ใจต่อปัญหาและลงมือกระทำเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับบรรดาธรรมทูตที่เข้าไปทำงานในภูมิภาคแอมะซอน ก็ต้องทำพันธกิจด้วยความใจกว้าง เห็นอกเห็นใจ มากกว่าที่ยึดติดกับกฎระเบียบที่เคร่งครัด จนกลายเป็นอุปสรรค ทำให้ชาวบ้าน คนยากจนไม่สามารถเข้าถึงศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ และทิ้งศาสนาหรือความเชื่อไป

 

พระสันตะปาปา ทรงตระหนักถึงสถานการณ์ที่ชนพื้นเมืองอพยพจากป่าเข้ามาสู่เมืองมากขึ้น  โดยเฉพาะยิ่ง เยาวชนที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ จึงเรียกร้องให้มีงานธรรมทูตเพื่อผู้อพยพ

 

ที่สุด แม้จะเผชิญกับการเรียกร้องให้บวชบุรุษที่เคยผ่านการแต่งงานแล้วเป็นพระสงฆ์ หรือบวชสตรีเป็นสังฆานุกรได้ เพื่อลดปัญหาขาดแคลนพระสงฆ์ที่พื้นที่ห่างไกล  พระองค์ทรงยกย่องบทบาทของฆราวาส ครูคำสอน และสตรี ที่มุ่งมั่นอุทิศตนในการทำงานประกาศข่าวดีตามแบบฉบับของพระเยซูคริสต์  และยอมรับว่าพระศาสนจักรภูมิภาคแอมะซอนอยู่รอดและยั่งยืนมาได้ด้วยพลังของกลุ่มคนต่างๆ เหล่านี้

 

บทสรุปที่สำคัญ

  1. ชนพื้นเมืองมิได้ผูกติดกับรัฐชาติ แต่ผูกติดกับกลุ่มชนพื้นเมือง เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ การใช้ความรุนแรงต่างๆ ได้ง่าย
  2. ศาสนจักรที่อยู่กับ และเพื่อคนยากจน คือศาสนจักรที่เคลื่อนเข้าไปและอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายขอบ และกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของสภาพระสังฆราชภูมิภาคแอมะซอน เป็นรูปแบบใหม่ของการปลดปล่อยอาณานิคม
  3. สมัชชาพระสังฆราชภูมิภาคแอมะซอน ยืนยันพัฒนาการศาสนจักรคาทอลิก เป็นสถาบันที่ส่งเสริมสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิของประชาชนและชุมชนในชนบทไม่เพียงแต่ในภูมิภาคแอมะซอน แต่ทั่วโลก
  4. พระศาสนจักรรับรู้ถึงสิทธิของธรรมชาติและยอมรับสิทธิขั้นพื้นฐาน 3 ประการสำหรับชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น (1) สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง (2) สิทธิที่ได้รับการยอมรับในดินแดนดั้งเดิมของพวกเขาและได้รับอิสระ (3) สิทธิในการได้รับความยินยอมล่วงหน้าและได้รับบอกกล่าว  เมื่อโครงการพัฒนาใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา
  5. คาดกันว่า หากที่ประชุม COP ครั้งที่ 26 ปี 2020 นำเอาข้อเสนอภาคปฏิบัติจากการประชุมสมัชชาพระสังฆราชภูมิภาคแอมะซอน ในเรื่องของการตระหนักและยอมรับบทบาทและสิทธิของชนพื้นเมือง ที่ผูกพันใกล้ชิดกับธรรมชาติไปใช้ จะสามารถชะลอปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และเป็นการยืนยันในสิ่งที่สมณสาสน์เลาดาโต ซี ได้ทำหน้าที่ของพระศาสนจักรต่อที่ประชุม COP ครั้งที่ 21 เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องเดียวกัน
  6. สมณลิขิตเตือนใจแอมะซอนที่รัก เป็นเอกสารที่เรียกร้องให้เราได้ฟังเสียงร้องของโลกและเสียงร้องของประชากรของพระเจ้าผู้กำลังเดือดร้อนอีกครั้ง และทำให้สมณสาสน์เลาตาโต ซี มีคุณค่าต่อการนำไปไตร่ตรองและปฏิบัติอยู่เสมอๆ
แชร์บทความนี้
No results

บทความ

  • Newsletter ฉบับที่ 1/2025 January 17, 2025
  • Newsletter ฉบับที่ 1/2024 September 30, 2024
  • DISAC x Enfants du Mékong September 28, 2023
  • การจัดการชุมชนหมู่คณะให้เข้มแข็ง July 18, 2023
  • คน สัตว์ พืชพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม: ความเกี่ยวข้องที่สัมพันธ์พึ่งพากัน July 18, 2023

บทความที่เกี่ยวข้อง

Newsletter ฉบับที่ 1/2025

  • January 17, 2025

Newsletter ฉบับที่ 1/2024

  • September 30, 2024

คำสอนคาทอลิกกับแรงงาน: ปกป้อง คุ้มครองและช่วยเหลือ

  • July 18, 2023

วิถีชุมชนวัด: วิถีปฏิบัติของคริสตชน

  • May 20, 2022

ข่าวสารและกิจกรรมล่าสุด

การสัมมนาภายในประจำปี 2568 : เสริมสร้างพลังใจและศักยภาพแห่งการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน
ศูนย์สังคมพัฒนาฯ จัดกิจกรรมจิตวิทยา-สังคม ให้กับผู้เข้ารับบริการ ณ บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ระนอง
ศูนย์สังคมพัฒนาฯ จัดอบรมให้กับบุตรหลานแรงงานข้ามชาติ เรื่องการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน โทษภัยของสารเสพติด และการใช้สื่อออนไลน์แบบสร้างสรรค์
กิจกรรมเด็กประจำเดือนมกราคม “ศิลปะถ้วยกระดาษสีสันแฟนตาซี”

ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC SURAT)

ที่อยู่ : 3/7 หมู่ 7 บ้านบางสัก ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา 82190

โทรศัพท์ : 076-406473 วันทำการ จ. – ศ. เวลา 08.30-17.00 น.
โทรสาร : 076-406476
เว็บไซต์ : www.disacsurat.com
Email: projectsuratdiocese@gmail.com

Site Map

เกี่ยวกับเรา
คณะทำงาน
ข่าวและกิจกรรม
บทความ
ช่องทางการบริจาค

Facebook

Copyright © 2025 - ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี (DISAC)
Powered by Bank Metha